คนไทยเรามีคติอยู่หนึ่งอย่างที่คนเฒ่าคนแก่มักจะสอนเหล่าลูกหลานอยู่เสมอว่า “ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว” ซึ่งเป็นความหมายที่ทำให้เรานั้นรู้ตัวเองอยู่เสมอในเวลาที่ทำสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละครั้ง เพราะการกระทำของเราจะส่งผลมายังตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในวงการลูกหนังก้ได้มีตัวอย่างให้เห็นกันอย่างมากมาย ซึ่งเราสามารถเอามาเป็นอุทาหรณ์สอนใจของเราได้ เพื่อให้เรารู้จักที่จะปฏิบัติตัว นั่นเอง

ทั้งนี้ ได้มีอีกกรณีศึกษาหนึ่งก็คือ สิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตของ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ นักฟุตบอลชาวอังกฤษ ผู้ที่ได้ผ่านการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว และมีมูลค่าค่าตัวในการย้ายทีมสูงถึง 35 ล้านปอนด์ เมื่อครั้งที่เขาได้สละเสื้อของทีม เลสเตอร์ซิตี้ เพื่อมาร่วมทีม เชลซี นั่นเอง ในวันนั้นเขาไม่เคยรู้เลยว่า อนาคตในสายฟุตบอลอาชีพของเขาที่ได้วาดเอาไว้ว่าจะต้องยิ่งใหญ่มันกลับตรงกันข้ามกับความเป็นจริงที่ได้เกิดขึ้นหลังจากนั้นอย่างสิ้นเชิงเลยก็ว่าได้ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ เริ่มต้นสายฟุตบอลด้วยการอยู่ในรั้ว อคาเดมีของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเขาก็ได้มีความฝันไว้ว่า สักวันหนึ่งเขาจะต้องมีชีวิตเดินตามรอยของนักเตะรุ่นพี่ที่เคยได้สร้างชื่อไว้ในนาม class of 92 รวมไปถึงเขาได้ร่วมงานกับ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เขาได้รับ เพราะเขาอยากจะเป็นนักเตะที่ได้ยืนอยู่ในทีมชุดใหญ่ เขาก็ได้ขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่ ในวัย 18 ปี เขากลับพบว่าตัวเองไม่ใช่คนสำคัญ เขากลับโดนปล่อยตัวให้ทีมต่าง ๆ ได้ยืมตัวเขาไปเล่นให้ โดยเขาไม่ได้รับการดูแลจากทีม ปีศาจแดง เลย จนในที่สุดช่วงปี 2012 เขาก็ต้องเก็บเสื้อผ้าออกจากถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด ไปร่วมกับทีมเลสเตอร์ซิตี้ และการไปครั้งนี้ เหมือนเป็นการเกิดใหม่อย่างเต็มตัว เขาได้ทำงานอย่างหนังกับเพื่อนร่วมทีมของเขาจนสามารถพาทีมเลื่อนชั้นมาเป็นทีมในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ในฤดูกาลแรกของเลสเตอร์ซิตี้ที่อยู่บนลีกสูงสุดของอังกฤษ พวกเขาต้องดิ้นรนเป็นอย่างหนัก จนสุดท้ายก็ผ่านมาได้สำเร็จ ตัวของ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ ได้ลงสนามช่วยทีมถึง 24 นัด ในวัย 26 ปี ชีวิตของ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ ดูเหมือนจะลงตัวหมดทุกอย่าง ยิ่งในฤดูกาลถัดมายิ่งทำให้เขาเหมือนอยู่บนสวรรค์ เพราะเขาได้เป็นกำลังสำคัญที่ได้พาทีมผงาดหักปากกาเซียน คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จ จึงทำให้ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ สามารถก้าวขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น คือการมีชื่อติดเป็นตัวแทนทีมชาติอังกฤษ ช่วงเวลานั้นชื่อของ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ เป็นอีกหนึ่งชื่อที่หลาย ๆ ทีมต่างได้ให้ความสนใจ แต่สุดท้ายเขาก็ยังอยู่รับใช้ต้นสังกัดไปอีก 1 ฤดูกาล ซึ่งทำให้ทีมจิ้งจอกสยาม สามารถไปลุยในศึกแชมป์เปี้ยนส์ลีก นั่นเอง

ในฤดูกาล 2016 – 2017 เป็นฤดูกาลสุดท้ายที่ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ ได้รับใช้ทีมจิ้งจอกสยาม ก่อนจะย้ายไปร่วมทีม เชลซี ด้วยค่าตัวสูงถึง 35 ล้านปอนด์ แต่กว่าเขาจะได้ลงสนามให้กับทีมเชลซีก็ล่วงเลยไปเดือนตุลาคม เพราะเขาได้มีอาการบาดเจ็บติดตัวมาด้วยนั่นเอง ทำให้ลงสนามช่วยทีมได้เพียง 22 นัดเท่านั้น และการเล่นเต็มเกมมีเพียงแค่ 8 นัดเท่านั้น ซึ่งถือว่าเขาสอบไม่ผ่าน ซ้ำร้านการเข้ามาของกุนซือ เมารีซีโอ ซาร์รี เป็นเหมือนประตูบานสุดท้ายที่เปิดชีวิตของ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ เพราะเขาได้ดึงตัว จอร์จินโญ่ นักเตะตำแหน่งเดียวกับ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ เข้ามาร่วมทีม ทำให้ในฤดูกาลที่ 2 ที่ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ ได้ลงสนามเพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น ทำให้เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก หลังจากที่เขาผิดหวังเขาจึงได้ไปร่วมงานปาร์ตี้กับเพื่อนและกลับออกมาด้วยสภาพที่ไม่สู้ดีนัก และโดนถ่ายภาพเอาไว้ได้ และเขายังขับรถขณะที่เขายังเมาอยู่พร้อมกับผู้หญิงที่มาด้วยกันชนกับกำแพง และยังทำให้รถที่ข้างเคียงเกิดความเสียหายอีกด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่บาดเจ็บ แต่เมื่อตำรวจมาถึงเขาจะต้องโดนยึดใบขับขี่นานถึง 20 เดือน

จากเดิมที่เขาไม่ได้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว เมื่อเขาได้เกิดเรื่องขึ้นอีก จึงทำให้ทีมปล่อยตัวเขาออกแบบไม่ลังเล โดยให้สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ยืมตัวเขาไป ซึ่งในตอนนั้นเขาได้มีอายุถึง 30 ปีแล้ว หลังจากที่ได้ร่วม สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ได้ 3 วัน เขาก็ได้สร้างปัญหาขึ้นมาอีก คือเขาได้ไปเที่ยงไนต์คลับ แล้วไปจีบแฟนของนักเตะคนหนึ่ง จึงเกิดการทะเลาะวิวาทกัน จึงทำให้เขาไม่ได้ต่อสัญญากับสโมสรต้นสังกัด แต่ก็ได้มีสโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลา ได้ทำสัญญายืมตัวในครึ่งฤดูกาลหลัง และยังให้สัมภาษณ์ด้วยว่า มีความเชื่อมั่นว่า แดนนี ดริงก์วอเตอร์ จะโตเป็นผู้ใหญ่พอและลืมความหลังไว้เป็นบทเรียน

ชีวิตของ แดนนี ดริงก์วอเตอร์ ขึ้นสุด และลงสุดเป็นอย่างมากๆ ทั้งที่มีคนยื่นมือ ยื่นโอกาสช่วยเหลือ แต่เขาก็ได้ทำลายมันด้วยตัวเอง และในชีวิตของเขาในอนาคตก็ต้องดูกันต่อว่าหากมีโอกาสเข้ามาอีกเขาจะทำลายมันอีกหรือไม่